Featured

ท็อป 4 ยังยาก

  บทความฟุตบอล ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นำเสนอโดย นายแทงบอล  แฟนๆ ของ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตอนนี้คงจะได้แต่ถอนหายใจเวลาเห็นทีมรักลงสนามแต่ละนัด ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่เกมอุ่นเครื่องก็ตาม ซึ่งไม่มีใครเน้นผลการแข่งขันกันอยู่แล้ว แต่ว่าในเรื่องของรูปเกมนี่สิ ที่เค้ามักมีคำพูดกันว่า “บอลไม่มีทรง” คำนี้เป็นคำที่ใช้อธิบายรูปเกมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้อย่างชัดเจนในช่วงพรีซีซั่นที่ผ่านมา ซึ่งหากว่าคุณมีแผนการเล่นมีรูปแบบการขึ้นเกมที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้เล่นแบบไหนมันก็สามารถจะเล่นในแบบเดียวกันได้ทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่นลิเวอร์พูลที่ก็เล่นแบบเดิมในช่วงพรีซีซั่นที่ผ่านมา ไม่ว่าจะมีการจัดทีมชุดเล็ก ชุดผสม หรือว่าชุดตัวจริงของพวกเขาก็ตาม ซึ่งคุณภาพมันก็จะแตกต่างกันออกไปบ้าง แล้วแต่คุณภาพของนักเตะ แต่กลับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมันไม่ใช่แบบนั้น ซึ่งโชเซ่ มูรินโญ่ก็มีผู้เล่นอยู่ในมือในการพรีซีซั่นพอสมควร ถึงแม้ว่าจะขาดตัวหลักไปบ้างก็ตาม แต่ก็ยังมีนักเตะคุณภาพดีกว่าท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ด้วยซ้ำในช่วงของการอุ่นเครื่อง แต่ว่ารูปเกมนั้นออกมาเหมือนกันหมดทุกนัด คือครองบอลกันไม่ได้เลย ซึ่งกุนซือชาวโปรตุกีสก็ให้ข้ออ้างมาตลอดว่าเขาไม่มีตัวผู้เล่นหลักในทีมชุดนี้ ซึ่งมันดูเหมือนจะเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นเสียแล้ว

ฤดูกาลนี้ทีมบิ๊ก 6 มีถึง 2 ทีมด้วยกันที่มีการเปลี่ยนแปลงกุนซือใหม่ เพื่อหวังจะให้ผลงานของทีมดีขึ้น ทั้งอาร์เซน่อลที่เปลี่ยนจากอาร์เซน เวนเกอร์มาเป็นอูไน อเมรี่ และเชลซีที่เปลี่ยนอันโตนิโอ คอนเต้มาเป็นเมาริซิโอ ซาร์รี่ ซึ่งดูจากเกมอุ่นเครื่องที่ผ่านมาพวกเขาน่าจะทำได้ดีกว่าฤดูกาลที่ผ่านๆ มาแน่นอน ส่วนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้นเหมือนจะเป็นการถอยหลังลงคลองเสียมากกว่า และหากฟอร์มการเล่นพวกเขายังทำได้แค่เหมือนกับเกมอุ่นเครื่องที่ผ่านมา อย่าว่าแต่จะแย่งลุ้นแชมป์กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรืออย่างลิเวอร์พูลเลยด้วยซ้ำ หากให้มองจากตอนนี้การที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะติด 1 ใน 4 ยังเป็นไปได้ยากเสียด้วยซ้ำ

หากว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไม่สามารถคว้าโควต้าไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกฤดูกาลหน้าได้ ความเสียหายจะมีมูลค่ามากทีเดียว เนื่องจากเงินที่จะเข้าสโมสรนั้นจะหายไปหลายสิบล้านปอนด์เลยทีเดียว ซึ่งแฟนๆ “ปีศาจแดง” คงต้องทำใจไว้บ้าง ถ้าผลงานทีมแย่ปีนี้ก็ให้คิดว่าเป็นอย่างที่คิด แต่หากผลงานดีก็ให้ถือว่า “ก็ยังดีวะ”

 

 

ควรเป็นคู่นี้

     โชเซ่ มูรินโญ่ตั้งแต่เข้ามารับงานคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเมื่อกลางปี 2016 เขาเสียเงินไปกับการซื้อนักเตะในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางทั้ง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา ทั้งเอเริค ไบญี่จากบีญาร์เรอัล 30 ล้านปอนด์ และวิคตอร์ ลินเดเลิฟ กองหลังทีมชาติสวีเดนจากเบนฟิก้าอีก 30 ล้านปอนด์เช่นกัน และอันที่จริงเขาจะเสริมกองหลังในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางอีกครั้งในฤดูกาลนี้ด้วย ซึ่งมีข่าวกับทั้งแฮร์รี่ แม็คกวาย โทบี้ อัลเดอร์ไวรัลด์ และเยอร์รี่ มิน่าด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ตัวมาร่วมทีม ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าสุดท้ายเหตุผลที่ไม่ได้ตัวมาร่วมทีมคืออะไรก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วโชเซ่ มูรินโญ่ก้ไม่ได้ปราการหลังตัวกลางเพิ่มตามที่ต้องการ ซึ่งอันที่จริงแล้วอะไหล่ของเขาในตำแหน่งนี้ถือว่ามีมากมายทีเดียว ทั้งเอริค ไบญี่ คริส สมอลลิ่ง ฟิล โจนส์ มาร์กอส โรโฮ รวมถึงวิคตอร์ ลินเดเลิฟด้วย ทำให้เขาต้องใช้นักเตะเหล่านี้ในการจับคู่เป็นปราการหลังร่วมกันไปตลอดฤดูกาล

นักเตะที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเข้าใจว่าโชเซ่ มูรินโญ่ไม่ค่อยมั่นใจในฝีเมือซักเท่าไหร่ โดยจะมีเพียงเอริค ไบญี่ กองหลังทีมชาติไอวอรี่ โคสต์คนเดียวเท่านั้นที่พอจะไว้ใจได้ แต่เขาก็มีปัญหาที่มักเกิดอาการบาดเจ็บ่อย ทำให้โอกาสมักจะตกไปเป็นของคริส สมอลลิ่ง และฟิล โจนส์เป็นประจำ แต่เริ่มต้นฤดูกาลนี้เอริค ไบญี่ฟิตพร้อมลงสนาม และถึงแม้ว่าจะไม่สามารถซื้อกองหลังใหม่ได้ก็ตาม แต่ทางโชเซ่ มูรินโญ่เลือกใช้วิคตอร์ ลินเดเลิฟที่ไปทำผลงานได้ดีกับทีมชาติสวีเดนในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมามาจับคู่ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกเท่านั้นที่ทั้งไบญี่ และลินเดเลิฟได้มีโอกาสลงมาจับคู่เป็นปราการหลังตัวกลางด้วยกันในนัดอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจมากทีเดียว เนื่องจากเคยอยูด้วยกันมาแล้วเมื่อฤดูกาลที่แล้วแต่กลับไม่ได้รับโอกาสให้ลงสนามพร้อมกันเลย ซึ่งทางโชเซ่ มูรินโญ่คงจะมีเหตุผลบางอย่างที่ไม่ส่งเขา 2 คนลงสนามพร้อมกัน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเป็นกองหลังในแบบเดียวกันก็ได้ ทำให้อาจจะเล่นในสไตล์เดียวกัน ซึ่งที่จริงแล้วตำแหน่งกองหลังจะต้องใช้นักเตะในแบบที่แตกต่างกันมาจับคู่กัน ซึ่งการจับคู่เป็นครั้งแรกของพวกเขาในนัดแรกที่ผ่านมาถือว่าทำได้ดีทีเดียว และควรจะใช้คู่กองหลังคู่นี้เป้นตัวหลักไปตลอดทั้งฤดูกาล เพราะว่ามันน่าจะไว้ใจได้กว่าการเปลี่ยนเอาคริส สมอลลิ่ง หรือฟิล โจนส์มาจับคู่กันอย่างแน่นอน

ป็อกบาคนใหม่

            หลังจากที่ปอล ป็อกบา กองกลางทีมชาติฝรั่งเศสสามารถช่วยทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ได้สำเร็จ หลังจากนั้นมาเขาก็ได้ใช้เวลาช่วงพักเล็กน้อยในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยก้ไปปาร์ตี้กับแก๊งค์เพื่อนของเขาเป็นปกติ แต่กลับตกเป็นข่าวลือว่าเขาไปพบกับเอริค อบิดัล อดีตกองหลังทีมชาติฝรั่งเศส ที่ปัจจุบันรับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการในสโมสรบาร์เซโลน่า โดยมีข่าวลื่อว่าอบิดัลได้เกลี้ยกล่อมให้ปอล ป้อกบาย้ายมาร่วมทีมในถิ่นคัมป์ นูในซัมเมอร์ที่ผ่านมา และหลังจากนั้นข่าวก็แพร่กระจายไปทั่วว่าทางบาร์เซโลน่าได้มีการยื่นข้อเสนอขอซื้อตัวกองกลางวัย 25 ปีจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยได้ทำการยื่นข้อเสนอ 50 ล้านยูโร บวกกับอีก 2 นักเตะอย่างเยอร์รี่ มิน่า กองหลังทีมชาติโคลอมเบีย และอังเดร โกเมส กองกลางชาวโปรตุกีส ซึ่งเป็น 2 นักเตะที่พวกเขาพร้อมจะโละออกจากทีมอยู่แล้วไปให้ทีม “ปีศาจแดง” พิจารณา ซึ่งทางแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็ไม่ได้ทำการตกลงแต่อย่างใด

ในช่วงสัปดาห์ก่อนที่พรีเมียร์ลีกจะเริ่ม กองกลางจอมตัดผมพึ่งจะกลับมาซ้อมกับทีมเท่านั้น ทำให้ไม่น่าจะได้โอกาสลงสนามช่วยทีมในนัดเปิดฤดูกาลที่ต้องพบกับเลสเตอร์ ซิตี้ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด แต่ปรากฏว่าพอลงแข่งจริงกลับมีชื่อเขาลงสนามช่วยทีมเป็นตัวจริงเสียด้วยซ้ำ หนำซ้ำยังรับหน้าที่เป็นกัปตันทีมในนัดนั้นด้วย ทำให้สร้างความแปลกใจให้กับแฟนบอลเป็นอย่างยิ่ง ท่ามกลางข่าวลือหนาหูกับการย้ายทีมไปบาร์เซโลน่า โดยมีมิโน่ ไรโอล่า เอเย่นต์ส่วนตัวของเขาเป็นคนดำเนินการ แต่เกมในวันนั้นป็อกบาเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม เหมือนอย่างที่เล่นให้กับทีมชาติฝรั่งเศสในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา  และแตกต่างจากปอล ป็อกบาที่เล่นให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตลอด 2 ฤดูกาลที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเขามีส่วนช่วยในแดนกลางของทีมในวันนั้นเป็นอย่างมาก รวมถึงเป็นคนสังหารจุดโทษช่วยให้ทีมออกนำตั้งแต่ต้นเกมด้วย ซึ่งถือว่าสุดยอดมากสำหรับนักเตะที่พึ่งกลับมาซ้อมได้เพียงแค่ 4 วันเท่านั้น แต่เขากลับลงสนามช่วยทีมไปถึง 80 นาที และช่วยให้ทีมเก็บชัยชนะเหนือเลสเตอร์ ซิตี้ได้สำเร็จ 2-1 ซึ่งเหมือนเป็นการได้ปอล ป็อกบาเวอร์ชั่นใหม่กลับมาช่วยทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเลยก็ว่าได้ เพราะ 2 ฤดูกาลก่อนหน้านี้ปอล ป็อกบาที่ถือว่าเป็นกองกลางคนสำคัญของทีม ยังเล่นได้ไม่ดีเท่ากับนัดแรกของฤดูกาลนี้เลยด้วยซ้ำ ซึ่งอาจจะมีบางเกมใน 2 ฤดูกาลที่ผ่านมาที่เล่นได้ดีกว่า แต่ถือว่าเป็นแรร์ ไอเท่มเลยก็ว่าได้

เบอร์ 10 ของแรชฟอร์ด

  หมายเลข 10 มักเป็นหมายเลขที่คนเป็นนักฟุตบอลอยากที่จะสวมใส่ เพราะว่ามันเป็นหมายเลขที่เหมือนรู้กันว่ามันเป็นหมายเลขที่สำคัญสำหรับหลายสโมสร และมักจะมอบให้กับคนที่เก่งที่สุด หรือไม่ก็เป็นดาวเด่นของทีมในยุคนั้นๆ รวมทั้งยังเป็นหมายเลขที่นักเตะระดับตำนานเคยสวมใส่กันมาแล้วทั้งนั้น ทั้งดิเอโก้ มาราโดน่า ฟรานเชสโก้ ต็อตติ หรือนักฟุตบอลยุคนี้ก็คือลิโอเนล เมสซี่เป็นต้น ที่สวมใส่หมายเลขนี้ตลอด ทั้งในนามทีมชาติ หรือว่าในสโมสรก็ตาม ซึ่งฝีเท้าของพวกเขาเหล่านั้นก็ได้รับการยอมรับอยู่แล้วว่ามีความเหมาะสมทุกประการ แต่หมายเลข 10 ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้นก็มีความหมายอีกนัยหนึ่งเช่นกัน คือเป็นหมาเลขที่มักจะมอบให้กับดาวยิงของสโมสรในแต่ละยุคสมัย ซึ่งย้อนกลับไปนั้นก็เคยเป็นของเดนิส ลอว์ กองหน้าระดับตำนานของสโมสร หรืออย่างรุด ฟาน นิสเทลรอย กองหน้าทีมชาติฮอลแลนด์ที่ยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ และมีค่าเฉลี่ยในการยิงประตูต่อนัดสูงที่สุดอีกด้วย และคนหลังสุดมาก็คือเวย์น รูนี่ย์ ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยสวมใส่หมายเลข 8 มาก่อนจะย้ายมาสวมหมายเลข 10 ในภายหลัง ซึ่งรูนี่ย์ก็กลายเป็นนักเตะประวัติศาสตร์ที่ทำประตูได้มากที่สุดของสโมสรแซงหน้าเซอร์บ็อบบี้ ชาร์ลตันที่ทำไว้อย่างยาวนานได้ด้วย และคนสุดท้ายที่เข้ามาใส่อยู่ไม่ถึงปีก็คือซลาตัน อิบราฮิโมวิช กองหน้าระดับพระเจ้าที่ย้ายออกไปตั้งแต่ยังไม่จบฤดูกาลที่แล้วด้วยซ้ำ ซึ่งมันบ่งบอกว่าหมายเลข 10 เป็นหมายเลขที่มีความหมายอีกหมายเลขนึงรองจากหมายเลข 7 แต่กลับไปยกให้กับมาร์คัส แรชฟอร์ด กองหน้าดาวรุ่งของสโมสรสวมใส่นั้น นอกจากจะต้องแบกรับความกดดันเข้าไปเต็มๆ จากการคาดหวังของแฟนบอลแล้ว ยังต้องมาเจอกับคำสบประมาทต่างๆ ด้วยว่าไม่มีคุณสมบัติเพียงพอกับการสวมหมายเลขนี้ในตอนนี้

หากลองมองหมายเลข 10 ในทีมอื่นจะเห็นได้ว่าจะเป็นนักเตะที่เป็นเอสของทีมนั้นๆ ทั้งแฮร์รี่ เคนของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ เอแดน อาซาร์ ของเชลซี หรือเมซุต โอซิลของอาร์เซน่อลที่ก็เปลี่ยนมาใส่หมายเลข 10 ในฤดูกาลนี้เช่นกัน ซึ่งแรชฟอร์ดมีชื่อชั้นต่างจากนักเตะเหล่านี้มาก ซึ่งหากว่าให้หมายเลข 10 กับเขาสมัยที่เขาขึ้นมาใหม่ๆ แล้วยังโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดในยุคของหลุยส์ ฟาน กัล กุนซือชาวดัตช์ในตอนนั้น คำครหาเหล่านี้อาจจะน้อยกว่านี้ก็ได้ เพราะในช่วงนั้นเขาทำได้ดีกว่าในยุคการคุมทีมของโชเซ่ มูรินโญ่มากทีเดียว

ใครก็ได้

    “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมรองชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลก่อน ได้เสริมทัพนักเตะมาแล้วในช่วงซัมเมอร์นี้ 3 รายโดยเป็นเฟร็ด กองกลางทีมชาติบราซิลจากชัคต้าร์ โดเน็ตส์ ดิโอโก้ ดาโล่ต์ แบ็คดาวรุ่งชาวโปรตุกีสจากเอฟซี ปอร์โต้ และลี แกรนต์ ผู้รักษาประตูจอมเก๋าวัย 36 ปีจากสโต๊ค ซิตี้ ซึ่งหลังจากคว้าลี แกรนต์มาร่วมทีแล้ว ซึ่งเป้นเวลาเกือบเดือนแล้ว หลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่ได้คว้านักเตะรายไหนเข้ามาเสริมทีมอีกเลย ถึงแม้ว่าจะมีข่าวว่าสนใจนักเตะคนนั้นคนนี้ไม่เว้นแต่ละวัน แต่ก็ยังไม่มีนักเตะรายไหนที่ตบเท้าเข้าสู่โอลด์ แทรฟฟอร์ดอีกเลย ซึ่งแฟนๆ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในเวลานี้ กำลังแสดงความวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่งมาสโมสรจะไม่ได้ทำการซื้อนักเตะคนไหนเข้ามาเสริมอีกแล้วในซัมเมอร์นี้

สิ่งที่สาวก “เรด อาร์มี่” กำลังกังวลอยู่นั้นมันอาจจะเกิดขึ้นจริงก็ได้ เมื่อเหลือเวลาในตลาดซื้อขายนักเตะอีกไม่กี่วันแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีข่าวตลอดว่าใกล้จะได้นักเตะคนนั้นคนนี้ก็จริง แต่หากอะไรที่มันยังไม่เป็นทางการก็ย่อมจะเกิดอะไรขึ้นก็ได้ โดยเฉพาะในช่วงนี้ ที่ยิ่งมีข่าวการปาดหน้านักเตะกันมาหยกๆ ซึ่งจนถึงตอนนี้หากไปถามแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแล้วละก็คงจะตอบเป็นเสียงเดียวกันแบบไม่ต้องคิดเลยว่า “ใครก็ได้” ซึ่งน่าจะเป็นคำตอบที่ตรงใจที่สุด เนื่องจากหากดูจากสภาพทีมในช่วงพรีซีซั่น หรือเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ก็จะเห็นได้ว่าพวกเขายังมีจุดอ่อนที่ต้องแก้ไขโดยเร็ว ทั้งปราการหลัง และตัวรุกทางขวา ซึ่งโชเซ่ มูรินโญ่ก็ได้ให้สัมภาษณ์มาโดยตลอดว่าเขาต้องการนักเตะอีก 2 คนเป็นอย่างน้อยในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยเฉพาะนักเตะตัวริมเส้นฝั่งขวา ซึ่งกุนซือชาวโปรตุกีสให้สัมภาษณ์มาตั้งแต่ซัเมอร์ปีที่แล้วแล้ว ว่าเป็นตำแหน่งที่เขาต้องการมากๆ แต่จนถึงป่านนี้บอร์ดบริหารก็ยังเนรมิตรให้เขาไม่ได้

ในช่วงที่ผ่านมาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมีแต่ข่าวกับนักเตะในตำแหน่งกองหลังทั้งนั้น ทั้งโทบี้ อัลเดอร์ไวรัลด์ กองหลังทีมชาติเบลเยี่ยมของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ แฮร์รี่ แม็คกวาย ปราการหลังทีมชาติอังกฤษจากเลสเตอร์ ซิตี้ และเยอร์รี่ มิน่า กองหลังจอมโขกทีมชาติโคลอมเบียของบาร์เซโลน่า ซึ่งก็สลับสับเปลี่ยนกันมาแรงตามแต่ละช่วงเวลา ซึ่ง 1 ใน 3 คนนี้น่าจะเป็นนักเตะใหม่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอย่างแน่นอน ซึ่งแฟนบอลแต่ละคนก็อยากได้ 1 ใน 3 นี้แตกต่างกันไป แต่สุดท้ายแล้วถ้ามันใกล้เดดไลน์ที่ตลาดจะปิดลงจริงๆ ก็ต้องบอกว่า “ใครก็ได้”

 

ตัวจริงนัดเปิดสนาม

    จากการที่ผู้เล่นตัวหลักต้องกรำศึกฟุตบอลโลกมาอย่างหนัก โดยมีผู้เล่นถึง 7 คนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้ช่วยทีมชาติผ่านเข้าชิงรอบรองชนะเลิศ และได้เล่นทั้งทัวร์นาเม้นต์ถึง 7 นัด ทำให้พวกเขาพึ่งจะได้พักร้อนในช่วงกลางเดือนกรกฏาคมเท่านั้น ทำให้นักเตะเหล่านั้นจะกับมาเข้าแคมป์กับเพื่อนร่วมทีมช้ากว่าปกติ ซึ่งก็มีผลกระทบกับหลายทีม แต่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้นมีคิวแข่งเปิดสนามเร็วกว่าชาวบ้าน คือเริ่มพรีเมียร์ลีกกันตั้งแต่คืนวันศุกร์ที่ 10 สิงหาคมเลยทีเดียว โดยจะได้เปิดโอลด์ แทรฟฟอร์ด พบกับเลสเตอร์ ซิตี้ แต่สภาพตัวผู้เล่นของพวกเขานั้นไม่พร้อมเอาเสียเลย ซึ่งในช่วงพรีซีซั่นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสพยายามจะจัดทีมใช้สอยนักเตะตามที่มีอยู่ ซึ่งมีความเป็นไปได้มากว่าเขาจะนำมาใช้ในนัดที่เปิดสนามพบกับทีม “จิ้งจอกสยาม” โดยอาจจะนำระบบ 3-5-2 กลับมาใช้อีกครั้งในฤดูกาลนี้ เนื่องจากสภาพผู้เล่นในทีมตอนนี้มูรินโญ่มองว่าระบบนี้ดีที่สุด เนื่องจากเขายังจะไม่ได้โรเมลู ลูกากู กองหน้าทีมชาติเบลเยี่ยมกลับมา รวมถึงมาร์คัส แรชฟอร์ดด้วย ถึงแม้ว่าจะล่นเวลาพักร้อนลงแล้ว แต่ก็คงจะเรียกความฟิตกลับมาได้ไม่ทัน แถมอองโตนี่ มาร์กวิยัล ก็งอแงไม่กลับมาเข้าแคมป์เสียที ทำให้ตัวเลือกแดนหน้ามีเพียงอเล็กซิส ซานเชซ กับฆวน มาต้าเท่านั้น ซึ่งคงจะได้ลงสนามคู่กันแน่ ส่วนแดนกลางก็จะขาดปอล ป็อกบา มารูยาน เฟลไลนี่ที่ยังพักอยู่ แถมเนมานย่า มาติช ก็มาบาดเจ็บจนต้องผ่าตัดด้วย ทำให้กองกลาง 3 คนจะเป็นอันเดร์ เอร์เรร่า อันเดรส เปเรร่า และเฟร็ด ที่น่าจะได้เปิดซิงทันที ส่วนแบ็คขวาเป็นมัตเตโอ ดาร์เมี่ยน แบ็คซ้ายเป็นลุค ชอร์ เนื่องจากทั้งอันโตนิโอ บาเลนเซียบาดเจ็บ และแอชลี่ย์ ยังก็พักอยู่

แผงหลังถึงแม้จะมีตัวเลือกมากก็จริง แต่ก็มีข่าวลือหนาหูว่าอาจจะขายมาร์กอส โรโฮออก ส่วนวิคตอร์ ลินเดเลิฟที่กลับมาซ้อมแล้วก็ยังไม่แน่ว่าจะฟิตทันหรือไม่ ทำให้แนวรับจะมีเอริค ไบญี่เป็นตัวหลัก และอาจจะใช้ดาวรุ่งทิโมธี โฟซู เมนซ่าห์ และอักเซล ทวนเซเบ้ ลงประกอบ ซึ่งนี่อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในนัดเปิดสนามของโชเซ่ มูรินโญ่ จึงไม่ต้องแปลกใจหากนัดเปิดสนามทีมจะมีหน้าตาที่ค่อนข้างขี้เหร่ และคงเป็นเหมือนการเอาตัวรอดไปก่อนมากกว่า ซึ่งต้องมาดูผลการแข่งขันอีกทีว่าจะรอดได้มั้ย?

คุณภาพไม่ถึง

            ในยุคสมัยที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมีกุนซือที่ชื่อเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน บรมกุนซือชาวสก็อตแลนด์ ซึ่งเขาได้ดันนักเตะดาวรุ่งขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่มากมาย โดยเฉพาะในยุค Class of 92 อันโด่งดังที่มีเดวิด เบ็คแฮ่ม พอล สโคลส์ ไรอัน กิ๊ก คู่พี่น้องเนวิลล์ และนิคกี้ บัตต์ ที่ได้ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่พร้อมๆ กัน ซึ่งทำให้ทีม “ปีศาจแดง” ประสบความสำเร็จอย่างมากนช่วงยุค 90 และหลังจากนั้นกุนซือคนเก่งก็ดันนักเตะขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่ในระยะหลังถูกมองว่าไม่เก่ง และไม่ดีพอที่จะขึ้นทีมชุดใหญ่ของสโมสรด้วยซ้ำ แต่นักเตะเหล่านั้นก็ประสบความสำเร็จกับสโมสร ทั้งจอห์น โอเช ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ เวส บราวน์ ซึ่งฟอร์มการเล่นในสนามของนักเตะเหล่านี้ก็ถูกแฟนๆ “ปีศาจแดง” ด่าเช้าด่าเย็น แต่สุดท้ายพวกเขาก็จบฤดูกาลด้วยการเป็นแชมป์อยู่หลายฤดูกาล ซึ่งหากเทียบกับดาวรุ่งชุดนี้ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ดูดีมีความสามารถมากกว่าด้วยซ้ำ แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทำให้โชเซ่ มูรินโญ่ไม่สามารถทำทีมให้ประสบความสำเร็จได้เหมือนอย่างที่เซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันเคยทำ เนื่องจากมีการแข่งขันกันสูงมากในยุคนี้ ซึ่งอย่างมาร์คัส แรชฟอร์ด กองหน้าดาวรุ่งของทีมที่ดูดีที่สุดในรอบหลายปีที่ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ตอนหลุยส์ ฟาน กัล กุนซือชาวดัตช์คุมทีมอยู่ ก็ยังไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ ส่วนอีกรายก็คือสก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ กองกลางชาวสก็อตแลนด์ ที่ขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งหากความสามารถประมาณนี้แล้วยังอยู่ในยุคของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันก็อาจจะถือว่าได้เป็นดาวรุ่งที่น่าจะประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

แต่พอมาอยู่ในยุคของโชเซ่ มูรินโญ่ ที่ไม่ถนัดในการใช้นักเตะดาวรุ่งแม้แต่น้อย ซึ่งเขามักทำการขายนักเตะดาวรุ่งออกจากทีมเป็นประจำ ไม่ว่าเขาจะย้ายไปคุมทีมที่สโมสรไหนก็ตาม และมักจะซื้อนักเตะอายุมากที่มีประสบการณ์ และพร้อมใช้งานได้เลยมากกว่า ซึ่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมีนโยบายที่จะไม่ค่อยซื้อนักเตะอายุมากมาร่วมทีม ซึ่งถือว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และการดันสก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ขึ้นมาเพียงคนเดียวเท่านั้นในช่วง 2 ปีที่มูรินโญ่คุมทีมในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ซึ่งดาวรุ่งวัย 21 ยังความสามารถไม่ถึงกับการเล่นกับทีมชุดใหญ่ด้วยซ้ำ ทางที่ดีควรจะปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัวไปใช้งานก่อน 1 ฤดูกาล เพื่อเพิ่มประสบการณ์ และโอกาสในการลงสนามที่ต่อเนื่อง แล้วค่อยดึงกลับมาใช้งานอีกทีฤดูกาลหน้า

 

หวยออกที่โรโฮ

            การที่โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ออกมาให้สัมภาษณ์ตลอดในระยะหลังว่าทีมของเขายังต้องการเสริมในตำแหน่งกองหลัง 1 คน และตัวรุกริมเส้นทางขวาอีก 1 คน ทำให้ถูกมองว่าจะต้องมีนักเตะที่โดนขายออกจากทีมไปบ้างอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในตำแหน่งกองหลังที่แทบจะนอนทับกันตายอยู่แล้วเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยถึงแม้ว่าพวกเขาพึ่งจะปล่อยดาเล่ย์ บลินด์ นักเตะสารพัดประโยชน์กลับไปให้กับอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ทีมเก่าของดาวเตะชาวดัตช์ก็ตาม ซึ่งบลินด์ก็ถือเป็นตัวเลือกในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางได้อีก 1 คน แต่พวกเขาก็ยังเหลือทั้งมาร์กอส โรโฮ กองหลังชาวอาร์เจนไตน์ คริส สมอลลิ่ง และฟิล โจนส์ 2 กองหลังดีกรีทีมชาติอังกฤษทั้งคู่ และยังมีวิคตอร์ ลินเดเลิฟ กองหลังทีมชาติสวีเดน และเอริค ไบญี่ ปราการหลังทีมชาติไอวอรี่ โคสต์ นักเตะ 5 คนนี้เป็นนักเตะที่เล่นเป็นปราการหลังตัวกลางโดยเฉพาะ และน่าจะมีผลกระทบโดยตรงหากทีม “ปีศาจแดง” ไปคว้าปราการหลังตัวใหม่มาร่วมชายคาโอลด์ แทรฟฟอร์ด โดยล่าสุดคนที่รอดคนแรกก็คือเอริค ไบญี่ ปราการหลังผิวสีของทีม ที่น่าจะได้เป็นตัวยืนคู่กับกองหลังตัวใหม่ ซึ่งโชเซ่ มูรินโญ่เป็นคนซื้อเขามาด้วยตัวเองจากบียาร์เรอัลด้วยค่าตัวถึง 30 ล้านปอนด์เมื่อ 2 ฤดูกาลก่อน และสโมสรออกมาบอกแล้วไม่มีแผนในการขายไบญี่ออกจากทีม ส่วนอีกรายที่รอดคือวิคตอร์ ลินเดเลิฟ กองหลังวัย 23 ปีที่พึ่งย้ายมาร่วมทีมเมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว และคาดว่าปีนี้เขาจะได้รับโอกาสลงสนามมากขึ้นด้วย ทำให้เหลือ 3 รายที่เป็นนักเตะเก่า และอยู่ในทีมมานานก่อนการมาของโชเซ่ มูรินโญ่

ซึ่งดูแล้วหวยน่าจะไปตกที่มาร์กอส โรโฮ กองหลังที่เล่นได้ทั้งแบ็คซ้าย และเซ็นเตอร์ฮาล์ฟวัย 28 ปีที่น่าจะเป็นคนที่ถูกขายออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ หากว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสามารถพากองหลังรายใหม่เข้ามาเสริมทีมได้ทันก่อนตลาดซื้อขายนักเตะจะปิดลง เนื่องจากโรโฮมีปัญหาบาดเจ็บบ่อยครั้ง และเป็นมาตลอดตั้งแต่ย้ายจากสปอร์ติ้ง ลิสบอนมาเมื่อปี 2014 ในช่วงหลังจบศึกฟุตบอลโลกที่บราซิลด้วยค่าตัว 16 ล้านปอนด์ โดยทางทีมดังจากเมืองแมนเชสเตอร์ปักป้ายขายกองหลังรองแชมป์โลกเมื่อ 4 ปีก่อนที่ราคา 25 ล้านปอนด์ ซึ่งต้องรอดูว่าจะขายออกหรือไม่ในซัมเมอร์นี้ ส่วนทางฟิล โจนส์ และคริส สมอลลิ่ง น่าจะเป็นรายต่อๆ ไปในการถูกโละหากมีการเสริมกองหลังอีกในครั้งต่อๆ ไป

ไม่มีวี่แวว

   ฤดูกาลที่ 3 ของโชเซ่ มูรินโญ่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถือว่าเป็นฤดูกาลที่สำคัญที่สุดสำหรับกุนซือชาวโปรตุเกส ที่จะได้อยู่ทำทีมในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดต่อ หรือว่าจะต้องเตรียมไปหางานใหม่ในฤดูกาลหน้า ขึ้นอยู่กับผลงานของทีม “ปีศาจแดง” ในฤดูกาลนี้ เพราะฤดูกาลที่แล้วพวกเขาทำได้เพียงแชมป์ว่าวเท่านั้น ถึงแม้ว่าฤดูกาลแรกจะเป็นดับเบิ้ลแชมป์บอลถ้วยอย่างลีก คัพ และยูโรป้า ลีกก็ตาม แต่มันเป็นเหมือนถ้วยกันภัยเสียมากกว่า ไม่ได้บ่งบอกถึงความสำเร็จของทีมในฤดูกาลนั้นแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต้องการมากที่สุดในตอนนี้ก็คือการทำให้ทีมกลับไปเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ได้อีกครั้ง หลังจากรอคอยมาแล้ว 5 ปี ตั้งแต่หมดยุคการคุมทีมของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน บรมกุนซือที่เป็นตำนานของสโมสร ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วถึงแม้ว่ามูรินโญ่จะพาทีมได้รองแชมป์ก็ตาม แต่ก็มีคะแนนตามหลังแชมป์อย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ถึง 19 คะแนนเลยทีเดียว

ถึงแม้ว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเก็บคะแนนได้ถึง 81 คะแนนเลยทีเดียว แต่เป็นฤดูกาลที่สุดยอดของเป็ป กวาดิโอล่า และลูกทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่กวาดไปได้ถึง 100 คะแนน ซึ่งคะแนน 81 คะแนนถือว่ามากทีเดียว และบางฤดูกาลคะแนนเท่านี้ก็สามารถเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกได้แล้ว แต่ไม่ใช่กับยุคนี้ที่ทีมแชมป์จะต้องมีมาตรฐานมากขึ้น และหากต้องการเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกยุคนี้ควรจะแพ้ไม่เกิน 3 นัดเต่อหนึ่งฤดูกาล แต่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกลับแพ้ไปถึง 7 นัดเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งมีปัญหามากเกมเยือนที่พวกเขาแพ้ไปถึง 5 นัด และชนะได้เพียง 10 นัดเท่านั้น
ฤดูกาลนี้การเสริมทัพก็ยังดูไม่เข้าที่เข้าทาง และไม่เข้าตาแฟนบอล “ปีศาจแดง” เท่าไหร่ และจากฟอร์มช่วงพรีซีซั่นที่ถึงแม้จะเป็นแค่เกมอุ่นเครื่องเรียกความฟิตก็ตาม และตัวผู้เล่นที่กรำศึกหนักจากฟุตบอลโลกก็ยังไม่กลับมาเข้าแคมป์กับทีม แต่หากทีมมันมีทรงมีแววซักหน่อย ก็น่าจะเอาชนะทีมจากเมเจอร์ ลีก ของสหรัฐอเมริกาได้ไม่ยาก แต่พวกเขาก็กลับทำได้เพียงแค่ผลเสมอทั้ง 2 นัดกับคลับ อเมริกาของเม็กซิโก และซาน โฮเซ่ เอิร์ตเควก ทีมท้ายตารางของเมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ ที่เสียประตูมาทุกนัดในลีก แต่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกลับยิงไม่ได้ซักประตูใน 90 นาที ซึ่งแสดงให้เห็นว่าลูกทีมของโชเซ่ มูรินโญ่ ยังไม่มีความพร้อมที่จะต่อกรแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้เลย และเวลาที่จะเปิดฤดูกาลก็ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว ซึ่งอาจจะเป็นฤดูกาลสุดท้ายของโชเซ่ มูรินโญ่แล้วด้วย

3 ตัวเลือก

   ถึงแม้ตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์นี้ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมยักษ์หลับของศึกพรีเมียร์ลีก จะยังไม่คึกคักเหมือนที่เคยเป็นมา ถึงแม้ว่าจะได้นักเตะมาแล้ว 3 ราย คือเฟร็ด กองกลางทีมชาติบราซิลจากชัคต้าร์ โดเน็ตส์ ด้วยค่าตัวเกือบ 60 ล้านปอนด์ ตามมาด้วยดิโอโก้ ดาโล่ต์ แบ็คดาวรุ่งโปรตุเกสอีกประมาณ 20 ล้านปอนด์ และสุดท้ายเป็นลี แกรนต์ นายประตูจอมเก๋าที่คาดว่าน่าจะเอามาเป็นมือ 3 จากสโต๊ค ซิตี้อีกประมาณ 1.5 ล้านปอนด์ ซึ่งทั้ง 3 รายนี้เหมือนจะเป็นการซื้อเพื่อเข้ามาแก้ปัญหาของทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้วแต่อย่างใด เพราะตำแหน่งที่ทีมต้องการจริงๆ คือปราการหลังตัวกลางอย่างน้อย 1 ราย และตัวรุกริมเส้นด้านขวาอีก 1 คน ซึ่งทั้ง 2 ตำแหน่งนี้ประสบปัญหาเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ถึงแม้ว่าตำแหน่งปราการหลังตัวกลางทีม “ปีศาจแดง” จะมีนักเตะในตำแหน่งนี้อยู่แล้วมากมาย แต่ละคนกลับไว้ใจไม่ค่อยได้ และเล่นได้ไม่ค่อยสม่ำเสมอ โดยมีเอริค ไบญี่ ที่พอจะไว้ใจได้บ้าง แต่กองหลังไอวอรี่ โคสต์มักมีปัญหาบาดเจ็บรบกวนค่อนข้างบ่อย ทำให้ลงสนามได้ไม่ต่อเนื่อง

ซึ่งข่าวคราวการซื้อขายนักเตะของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในซัมเมอร์นี้ค่อนข้างเงียบมากจนผิดปกติในตำแหน่งตัวรุก ที่แทบไม่มีใครตกเป็นข่าวด้วยแบบเป็นชิ้นเป็นอันเลย คือมีข่าวลือขึ้นมาบ้าง แต่ไม่เกิน 2 วันก็จะเงียบหายเข้ากรีบเมฆอีกครั้ง แต่สิ่งที่โชเซ่ มูรินโญ่ต้องการเสริมทีมแน่ๆ ในช่วงซัมเมอร์นี้คือตำแหน่งปราการหลังตัวกลาง ที่พวกเขามีตัวเลือกอยู่ในใจแล้ว 3 คน ได้แก่โทบี้ อัลเดอร์ไวรัลด์ กองหลังทีมชาติเบลเยี่ยม ที่พร้อมจะออกจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ เพียงแต่ต้องสู้ราคาที่ค่อนข้างสูงเกิน 60 ล้านปอนด์ รายที่ 2 คือแฮร์รี่ แม็คกวาย ปราการหลังทีมชาติอังกฤษที่โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาจากเลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งมีโอกาสได้ตัวไม่น้อย หากยื่นข้อเสนอที่ไม่ต่ำกว่า 50 ล้านปอนด์ไปให้ทีม “จิ้งจอกสยาม” พิจารณา และรายสุดท้ายที่อยู่ในลิสต์คือเลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ปราการหลังทีมชาติอิตาลีจากเอซี มิลาน ที่ต้องการย้ายออกจากถิ่นซานซีโร่ ถึงแม้ว่าสโมสรจะอุทธรณ์โทษแบนสามารถไปเล่นในศึกยูโรป้า ลีกในฤดูกาลหน้าได้แล้วก็ตาม โดยกองหลังวัย 31 ปีน่าจะมีค่าตัวที่ถูกที่สุดหากเทียบกับสองรายแรก ซึ่งน่าจะอยู่ที่ 30 ล้านปอนด์ ซึ่งอยู่ที่ว่ากุนซือ “ปีศาจแดง” จะเลือกรายไหนเพื่อเข้ามาแบ่งเบาภาระในการเซฟประตูของดาบิด เด เกอา และไม่น่าจะหนีจาก 3 รายนี้อย่างแน่นอน